<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Milkchoco's Weblog</title>
	<atom:link href="http://milkchoco.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://milkchoco.wordpress.com</link>
	<description>Just another WordPress.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Wed, 13 Oct 2010 07:20:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='milkchoco.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Milkchoco's Weblog</title>
		<link>http://milkchoco.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://milkchoco.wordpress.com/osd.xml" title="Milkchoco&#039;s Weblog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://milkchoco.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>สติปัฏฐาน 4</title>
		<link>http://milkchoco.wordpress.com/2010/10/13/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-4/</link>
		<comments>http://milkchoco.wordpress.com/2010/10/13/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-4/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Oct 2010 07:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>milkchoco</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระจากที่อื่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://milkchoco.wordpress.com/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[&#160; การบำเพ็ญจิตภาวนาตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ วิธีปฏิบัติเบื้องต้นต้องยึดแนวหลักสติเป็นตัวสำคัญ สติปัฏฐาน ๔ มีอยู่ ๔ ข้อ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ จงท่องความหมายนี้ไว้ก่อน ข้อที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลตามศัพท์ว่า พิจารณากายในกาย นี้สักแต่ว่ากาย ไม่มีตัวตนบุคคลเราเขา แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ให้เอาสติ เอาจิตเพ่งดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา จะคู้แขนเหยียดขาต้องติดตามดู คือใช้สตินี่เอง ดูร่างกายสังขารของเรา อันนี้เรารู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนสำหรับข้อหนึ่ง ข้อที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ บัญชาการไม่ได้ ต้องเป็นตามสภาพนี้ และเป็นไปตามธรรมชาติเหล่านี้ เวทนามีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา ทั้งสามประการนี้ จุดมุ่งหมายก็ต้องการจะให้สติไปพิจารณาเวทนานั้น ๆ เช่น ฝ่ายสุขก็มีทั้งสุขกาย สุขใจ อันนี้เรียกว่า สุขเวทนา แล้วก็ทุกข์กายทุกข์ใจ หรือจะว่าทุกข์ทางด้านกายและใจก็ได้ เรียกว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=milkchoco.wordpress.com&amp;blog=4010709&amp;post=53&amp;subd=milkchoco&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="560" align="center">
<tbody>
<tr valign="top">
<td colspan="2">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="88%">&nbsp;</p>
<p>การบำเพ็ญจิตภาวนาตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ วิธีปฏิบัติเบื้องต้นต้องยึดแนวหลักสติเป็นตัวสำคัญ<br />
สติปัฏฐาน ๔ มีอยู่ ๔ ข้อ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ จงท่องความหมายนี้ไว้ก่อน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ข้อที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลตามศัพท์ว่า พิจารณากายในกาย นี้สักแต่ว่ากาย ไม่มีตัวตนบุคคลเราเขา แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ให้เอาสติ เอาจิตเพ่งดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้าย แลขวา จะคู้แขนเหยียดขาต้องติดตามดู คือใช้สตินี่เอง ดูร่างกายสังขารของเรา อันนี้เรารู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนสำหรับข้อหนึ่ง</p>
<p>ข้อที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ บัญชาการไม่ได้ ต้องเป็นตามสภาพนี้ และเป็นไปตามธรรมชาติเหล่านี้ เวทนามีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา<br />
ทั้งสามประการนี้ จุดมุ่งหมายก็ต้องการจะให้สติไปพิจารณาเวทนานั้น ๆ เช่น ฝ่ายสุขก็มีทั้งสุขกาย สุขใจ อันนี้เรียกว่า สุขเวทนา แล้วก็ทุกข์กายทุกข์ใจ หรือจะว่าทุกข์ทางด้านกายและใจก็ได้ เรียกว่า ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา ก็คือไม่สุขไม่ทุกข์ จิตใจมักจะเลื่อนลอยหาที่เกาะไม่ได้ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา</p>
<p>วิธีปฏิบัติต้องใช้สติกำหนด คือตั้งสติระลึกไว้ ดีใจก็ให้กำหนด กำหนดอย่างไรหรือ กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ จากจมูกถึงสะดือให้ได้ หายใจขึ้นลงยาว ๆ กำหนดว่า ดีใจหนอ ดีใจหนอ</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="88%">ทำไมต้องปฏิบัติ เช่นนี้เล่า เพราะความดีใจและสุขกายสุขใจนั้น เดี๋ยวก็ทุกข์อีก สุขเจือปนด้วยความทุกข์อย่างนี้เพื่อความไม่ประมาทในชีวิตของเรา จะต้องรู้ล่วงหน้า รู้ปัจจุบันด้วยการกำหนด จึงต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ บางคนบอก กำหนดที่หัวใจ ถูกที่ไหน หัวใจอยู่ที่ไหนประการใด อันนี้ผู้ปฏิบัติยังไม่ต้องรับรู้วิชาการ ทิ้งให้หมด ปฏิบัติตรงนี้ให้ได้ ลิ้นปี่เป็นขั้วแบตเตอรี่ชาร์ทไฟฟ้าเข้าหม้อ ทุกคนไปแปรธาตุการปฏิบัตินี้ไม่ใช่การวิจัย ไม่ใช่ประเมินผล แต่เป็นการให้ผุดขึ้นมาเองโดยปกติธรรมดานี่แหละ ให้มันใสสะอาด รู้จริงรู้จัง รู้ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ ให้รู้ขึ้นมาเอง</td>
<td width="12%">
<table border="0" cellspacing="5" cellpadding="0" width="55" align="right">
<tbody>
<tr>
<td width="45"><img src="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall28.jpg" alt="" width="45" height="45" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall29.jpg" alt="" width="45" height="45" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>คำว่ารู้เองนี้ทำยาก รู้วิชาการทำง่าย อ่านหนังสือท่องได้ก็ได้ แต่รู้เองให้ใสสะอาดขึ้นมารู้ยาก ทำไมจะรู้ได้ง่ายต้องปฏิบัติขึ้นมา ดีใจ เสียใจ มีความสุขกายสุขใจ อย่าประมาทเลินเล่อนัก เราต้องตั้งสติทุกอิริยาบถตามกำหนด การกำหนดจิตนี้หมายความว่า ให้ตั้งสติ เป็นวิธีปฏิบัติ สัมปชัญญะมีความรู้ตัวอยู่ตลอดปัจจุบัน อย่างนี้เป็นต้น อดีตไม่เอา อนาคตไม่เอา ให้เอาปัจจุบันที่มันเกิดขึ้น ให้ปฏิบัติอย่างนี้ โดยข้อปฏิบัติง่าย ๆ ถ้าเสียใจ มีความทุกข์ใจ มันอยู่ในข้อนี้ จึงต้องกำหนดที่ลิ้นปี่ เสียใจหนอ ๆ หายใจลึก ๆ ยาว ๆ เสียใจเรื่องอะไร เป็นการป้อนข้อมูลไว้ให้ถูกต้อง</p>
<p>สตินี่ระลึกได้ หมายถึงตัวแจงงาน หาเหตุที่มาของทุกข์ ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวบอกให้รู้ ให้มีความเข้าใจเรียกว่า ปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั่นเอง คนเรานี่จึงต้องกำหนดที่เวทนานี้</p>
<p>ปวดเมื่อยเป็นเวทนาทางกาย แต่จิตไปเกาะ อุปาทานยึดมั่น ก็ปวดใจไปด้วย เช่นเราเสียใจ ร่างกายไม่ดี สุขภาพไม่ดี เป็นโรคภัยไข้เจ็บ จิตมันก็เกาะที่เจ็บนั้น จึงต้องให้กำหนดด้วยความไม่ประมาท เป็นวิธีฝึกปฏิบัติก็กำหนดเวทนานั้น ปวดหัวเข่าที่ไหนก็ตามต้องตามกำหนด กำหนดเป็นตัวปฏิบัติเป็นตัวระลึก เอาจิตไปสู่จุดนั้น เป็นอุปาทานยึดมั่นก่อน เพราะเราจะก้าวขึ้นบันไดก็ต้องเกาะยึด เราจะก้าวต่อไปก็ต้องปล่อย นี่อุปาทาน ถ้าใหม่ ๆ นี้เรียกว่า สมถะ สมถะยึดก่อนแล้วปล่อยไปก็เป็นวิปัสสนา เป็นต้น เราจะทราบความจริงถึงจะเป็นวิปัสสนาขึ้นมาต่อภายหลัง</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="10" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td>เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจอย่างนี้ ต้องกำหนด ส่วนใหญ่ไม่กำหนดกัน จึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนี้เป็นต้น มีความสุขทางไหนก็ตาม เดี๋ยวจะทุกข์อีก นี่มันแก้ไม่ได้เพราะอย่างนี้เกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่น ไม่ใช่ไปแก้กันที่อื่น หาเหตุที่มาของมัน คือ สติ สติเป็นตัวกำหนด เป็นตัวหาเหตุ เป็นตัวแจงเบี้ย บอกให้รู้ถึงเหตุผล ตัวสัมปชัญญะรู้ทั่วรู้นอก รู้ใน นั่นแหละคือตัวปัญญา ความรู้มันเกิดขึ้น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตัวสมาธิ หมายความว่า จับจุดนั้นให้ได้ เช่น เวทนา ปวดเมื่อย เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก จึงต้องให้กำหนด ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันจะหายปวดก็หามิได้ ต้องการจะใช้สติไปควบคุมดูจิตที่มันปวด เพราะปวดนี่เราคอยยึดมัน จิตก็ไปปวดด้วย เลยก็กลับกลายให้เกิดทุกข์ใจขึ้นมา เพราะอุปาทานไปยึดขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้น จุดมุ่งหมายก็ต้องการให้เอาสติไปดู ไปควบคุมจิตว่ามันปวดมากแค่ไหนประการใด</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="20%"><img src="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picb06.gif" alt="" width="96" height="95" /></td>
<td width="80%">โอกาสบัดนี้ อาตมาภาพจะแสดงพระธรรมเทศนา ในการบำเพ็ญกุศลทักษิณาทานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ท่านได้มรณภาพไปสู่สัมปรายภพ ปรารภ ๖ ปีในปีนี้แล้ว คณะญาติ ศิษยานุศิษย์มี ท่านอาจารย์มหาสุภาพ เขมรํสี พระมหาบุญชิต ญาณวีโร พร้อมทั้งคณะ อุบาสก อุบาสิกา ถือว่างานนี้เป็นงานอุทิศถวายแด่พระเดชพระคุณ ครูบาอาจารย์ที่เคารพสักการะอย่างสูง ในวันนี้ ท่านสาธุชนศิษยานุศิษย์ทั้งหลายโปรดสำนึกสมัญญาในการบูชาคุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ว่า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อุเบกขาเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ ใจก็ลอยหาที่เกาะไม่ได้ ใจลอยเหม่อมองไปแล้ว เห็นคนเป็นสองคนไป จึงต้องกำหนดเวทนา กำหนดที่ไหน กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ ลึก ๆ สบาย ๆ แล้วก็ตั้งสติระลึกก่อน กำหนดรู้หนอ ๆๆๆ ถ้าเราสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้ครบ ป้อนข้อมูลเข้าไป รู้หนอ ๆ เดี๋ยวสติรวมยึดมั่นในจิต จิตก็แจ่มใส ความทุกข์นั้นก็จะหายไปn อุเบกขาเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ ส่วนใหญ่จะประมาทพลาดพลั้ง จึงต้องกำหนดทุกอิริยาบถดังที่กล่าวนี้</p>
<p>ข้อที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องท่องให้ได้ ทำไมเรียก จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฐานของจิตต้องยึดในฐานทัพนี้ จิตเป็นธรรมชาติที่คิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เหมือนเทปบันทึกเสียง จิตเกิดที่ไหน ผู้พัฒนาจิตต้องรู้ที่เกิดของจิตอีกด้วย จิตเกิดทางอายตนะ ธาตุอินทรีย์นี่เอง จะพูดเป็นภาษาไทยให้ชัด ตาเห็นรูปเกิดจิตที่ตา หูได้ยินเสียงเกิดจิตที่หู จมูกได้กลิ่นเกิดจิตที่จมูก ลิ้นรับรสเกิดจิตที่ลิ้น กายสัมผัสร้อนหรือหนาว อ่อนหรือแข็งที่นั่งลงไป เกิดจิตทางกาย เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน วิธีปฏิบัติทำอย่างไร ให้ทำอย่างนี้ ที่มาของจิตรู้แล้วเกิดทางตา ตาเห็น เห็นอะไรก็ตั้งสติไว้ จับจุดไว้ที่หน้าผาก อุณาโลมา&#8230;.. กดปุ่มให้ถูก เหมือนเรากดเครื่องคิดเลข บวกลบคูณหารมีครบ กดปุ่มให้ถูกแล้วผลลัพธ์จะตีออกมาอย่างนี้</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="88%">เห็นหนอ ๆ เห็นอะไร เห็นรูป รูปอยู่ที่ไหน สภาวะรูปนั้นเป็นอย่างไร สภาพผันแปรกลับกลอกหลอกลวงได้ เยื้องย้ายได้ทุกประการ เรียกว่า รูป เป็นเรื่องสมมติ และเป็นเรื่องทำลายได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนดับไป คือรูป ต้องกำหนด นักปฏิบัติอย่าทิ้งข้อนี้ไม่ได้ ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมชาติของจิตเกิดที่ตา เกิดแล้วกำหนด ไม่ใช่ว่าเราแส่ไปหากำหนดข้างนอก ตาเห็นอะไรก็กำหนดว่า เห็นหนอ ทำไมต้องกำหนดด้วย เพราะจิตมันเกิด ตาสัมผัสกับรูปเกิดจิต ในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เห็นของเหล่านั้น เรายังไม่มีปัญญา</td>
<td width="12%">
<table border="0" cellspacing="5" cellpadding="0" width="55" align="right">
<tbody>
<tr>
<td width="45"><img src="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall23.jpg" alt="" width="45" height="45" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall22.jpg" alt="" width="45" height="45" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เราชอบไหม ชอบเป็นโลภะ ไม่ชอบเป็นโทสะ เราไม่ใช้สติเลยกลายเป็นคนโมหะ รู้ไม่จริงรู้แค่ตาเนื้อ ไม่รู้ตาใน ดูด้วยปัญญาไม่ได้ เลยดูด้วยโมหะ คนเราจึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปดังที่กล่าวแล้ว ต้องใช้สติ นี่ข้อจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมชาติของจิตต้องพัฒนาตรงนี้ ต้องกำหนดทุกอาการ ทุกอิริยาบถ หูได้ยินเสียง หูกับเสียงอย่างไร ไกลแค่ไหนอย่างไร ไม่ต้องไปประเมินผล ไม่ต้องวิจัย ห้าม! ห้ามเพราะเหตุใด เพราะมันเป็นวิปัสสนึกไป นึกขึ้นมาก็วิจัยตามวิชาการ มันจะไม่ได้ผล เราก็ตั้งสติไว้ที่หู ฟังเสียงหนอ เราฟังเฉย ๆ ไม่ได้หรือ ทำไมต้องกำหนดด้วย</p>
<p>ถ้าเราไม่กำหนด เราจะขาดสติ ถ้ากำหนดก็เป็นตัวฝึกสติ ให้มีสติอยู่ที่หู จะได้รู้ว่าเสียงอะไร เสียงหนอ ๆ กำหนดเสียงเฉย ๆ ได้ไหม ได้! แต่ไม่ดี เพราะเหตุใด หนอ ตัวนี้เป็นการรั้งจิตให้มีสติดี มีความหมายอย่างนั้น คำว่าหนอนี้ เป็นภาษาไทย หนอดีมาก เราจะบอกว่าเสียงหนอ มันรั้งจิตได้ดีมาก มีสติดีในการฟัง ระลึกหนอว่าเสียงเขาด่า เสียงเขาว่า หรือเสียงเขาสรรเสริญเยินยอ ประการใด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา : จรัญ.คอม หลวงพ่อจรัญ วัดป่าอัมพวัน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/milkchoco.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/milkchoco.wordpress.com/53/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=milkchoco.wordpress.com&amp;blog=4010709&amp;post=53&amp;subd=milkchoco&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://milkchoco.wordpress.com/2010/10/13/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/57f0b7687df2b84b32866ed8abf54c3f?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">milkchoco</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall28.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall29.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picb06.gif" medium="image" />

		<media:content url="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall23.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://www.jarun.org/v6/images/library/book/picsmall22.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>เหตุให้เสื่อมถอยจากพระสัทธรรม</title>
		<link>http://milkchoco.wordpress.com/2008/06/25/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://milkchoco.wordpress.com/2008/06/25/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 09:43:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>milkchoco</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระจากที่อื่น]]></category>
		<category><![CDATA[www.palungjit.com]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://milkchoco.wordpress.com/?p=12</guid>
		<description><![CDATA[พฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่น่าปรารถนา ที่มักเกิดกับนักศึกษาธรรมะ และผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก.ทำตัวอ่อนต่ออุปนิสัย เป็นคนเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ขาดระเบียบวินัย ขาดความกระตือรือร้น ในการทำกิจต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและดียิ่งขึ้น กลายเป็นคนอ่อนศักยภาพ ที่เรียกว่า ถูกพระสัทธรรมเหยียบ เหมือนถูกมนต์สะกด บางคนบางท่าน เกิดจิตวิปลาส เป็นผู้ที่สังคมไม่ยอมรับ เพราะประพฤติปฏิบัติผิดต่อพระธรรมวินัย นั่นเอง ข.มีพฤติกรรม สวนกระแสพระสัทธรรม เช่น ๑) อติมานี มีมานะจัด มีนิสัยหยาบกระด้าง (ปากร้าย ชอบทะเลาะ เบาะแว้ง ) บุคคลอื่นแนะนำตักเตือนไม่ได้ ๒) โกธาภิภูโต มักโกรธ หงุดหงิดรำคาญง่าย ไร้เหตุผล ๓) พหุภาณี พูดมาก ไม่รู้จักกาลเวลา ไม่เลือกสถานที่ และบุคคล ขาดความสุภาพ ๔) สาเถยยมายาวี เป็นคนเจ้าเล่ห์ มารยา มีเจตนาแอบแฝงที่ไม่ดี หน้าด้าน ไม่รู้จักอาย เป็นคนแก้อยาก ๕) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=milkchoco.wordpress.com&amp;blog=4010709&amp;post=12&amp;subd=milkchoco&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:darkred;"><span style="font-size:large;"><strong>พฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่น่าปรารถนา</strong></span></span></p>
<p><span style="color:darkred;"><span style="font-size:large;"><strong>ที่มักเกิดกับนักศึกษาธรรมะ </strong></span></span><strong><span style="font-size:large;"><span style="color:darkred;">และผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย</span></span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size:medium;">ก.ทำตัวอ่อนต่ออุปนิสัย</span></strong> เป็นคนเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ขาดระเบียบวินัย ขาดความกระตือรือร้น ในการทำกิจต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและดียิ่งขึ้น กลายเป็นคนอ่อนศักยภาพ ที่เรียกว่า ถูกพระสัทธรรมเหยียบ เหมือนถูกมนต์สะกด บางคนบางท่าน เกิดจิตวิปลาส เป็นผู้ที่สังคมไม่ยอมรับ เพราะประพฤติปฏิบัติผิดต่อพระธรรมวินัย นั่นเอง</p>
<p><strong><span style="font-size:medium;">ข.มีพฤติกรรม สวนกระแสพระสัทธรรม เช่น </span></strong></p>
<p><span style="color:blue;"><strong>๑) อติมานี<span style="color:black;"> มีมานะจัด มีนิสัยหยาบกระด้าง</span></strong> </span><span style="color:black;">(</span><span style="color:black;">ปาก</span>ร้าย ชอบทะเลาะ เบาะแว้ง ) บุคคลอื่นแนะนำตักเตือนไม่ได้</p>
<p><span style="color:blue;"><strong>๒) โกธาภิภูโต <span style="color:black;">มักโกรธ หงุดหงิดรำคาญง่าย ไร้เหตุผล</span></strong></span></p>
<p><strong><span style="color:blue;">๓) พหุภาณี</span><span style="color:black;"> พูดมาก ไม่รู้จักกาลเวลา</span></strong> ไม่เลือกสถานที่ และบุคคล ขาดความสุภาพ</p>
<p><strong><span style="color:blue;"><span style="color:blue;">๔) สาเถยยมายาวี</span> </span><span style="color:black;">เป็นคนเจ้าเล่ห์ มารยา</span></strong> มีเจตนาแอบแฝงที่ไม่ดี หน้าด้าน ไม่รู้จักอาย เป็นคนแก้อยาก</p>
<p><strong><span style="color:blue;">๕) ปาปิจฺโฉ </span><span style="color:black;">มีความมักมาก</span></strong> แสวงหาปัจจัย โดยไม่ชอบธรรม ชอบคลุกคลี ในทางที่ไม่เหมาะสม</p>
<p><span style="color:blue;"><strong>๖) ถทฺธี<span style="color:black;"> เป็นคนตระหนี่</span></strong></span> เหนียวแน่น ชอบกอบโกย ชอบสะสม ชอบใช้อภิสิทธิ์ หรือวางอำนาจเหนือบุคคลอื่น มีอัธยาศัยคับแคบ ไม่ต้องการเห็นคนอื่นดีกว่าตน</p>
<p><strong><span style="color:blue;">๗) อามิสาภิมุขี </span><span style="color:black;">เป็นคนเห็นแก่ประโยชน์จำเพาะหน้า</span></strong> มุ่งหน้าแต่เรื่องลาภสักการะ ชื่อเสียง ยศตำแหน่ง เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="color:blue;">๘) สทฺธมฺมปฏิมุขี </span><span style="color:black;">หันหลังให้พระสัทธรรม</span></strong> คือ ไม่ชอบฟังพระสัทธรรม ชอบหมกหมุ่นแต่ในเรื่องเดรัจฉานกถา หรือ ไม่ให้ความสำคัญแก่พระสัทธรรม สนใจและให้ความสำคัญแต่ในเรื่องทางโลก (โลกาธิปไตย หรือ โลกานุวัฒน์ ) หรือเอาความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ เป็นเครื่องตัดสิน (อัตตาธิปไตย) ขาดความมั่นคงและความเคารพยำเกรง ในพระสัทธรรม</p>
<p><strong><span style="color:red;">๙) มุฏฐสฺสติ ขาดจิตสำนึกในความเป็นกัลยาณชน</span></strong> ขาดความยั้งคิด ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสกิเลส</p>
<p><strong><span style="color:darkred;">๑๐) อคมฺภีรปญฺโญ มีความคิดไม่เฉียบแหลม</span></strong> มีวิสัยทัศน์<em><span style="text-decoration:underline;"><span style="font-size:large;">คับแคบ มองโลกในแง่ร้าย ขาดโยนิโสมนสิการ</span></span></em> คือ พิจารณาเหตุผลและเหตุการณ์ให้รอบคอบ</p>
<p>ซึ่งพฤติกรรมเบี่ยงเบนเหล่านี้ ก็ทำให้ผู้ที่เข้ามาศึกษา หรือ ปฏิบัติในพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เสื่อมถอยจากบารมีธรรมที่จะพึงได้ พึงถึง หรือ ทำให้บารมีธรรมเก่าเสื่อมสูญหมดไป บารมีธรรมใหม่ ก็ไม่เกิดขึ้น ผลสุดท้าย กลายเป็นคนตาบอดหมดบุญไป</p>
<p>&#8220;เก็บไว้เตือนตัวเอง ให้มีสติ ระลึกและระวังตนอยู่ตลอดเวลา&#8221;</p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/milkchoco.wordpress.com/12/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/milkchoco.wordpress.com/12/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/milkchoco.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/milkchoco.wordpress.com/12/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=milkchoco.wordpress.com&amp;blog=4010709&amp;post=12&amp;subd=milkchoco&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://milkchoco.wordpress.com/2008/06/25/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/57f0b7687df2b84b32866ed8abf54c3f?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96" medium="image">
			<media:title type="html">milkchoco</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
