07.19.08
congratulate me
เสร็จสิ้นซะที งานพระราชทานปริญญาบัตรอันวุ่นวาย เห้อ อันที่จริง ก็น่าจะเป็นวันที่สนุกสุดๆวันนึง ถ้าไม่เป็นไข้ซะก่อน เป็นไข้ตั้งแต่วันซ้อมใหญ่ จนถึงหลังวันรับจริงวันนึง ตอนนี้ไม่มีไข้แล้ว แต่ยังเป็นผู้แพร่เชื้อได้อยู่ เอิ๊กๆ กรำจริงๆ
วันรับจริง
บัณฑิตรายงานตัว 11:30 เอาตังใส่ถุงครุยด้านหลังไปด้วย เดินผ่านเครื่องตรวจวัตถุโลหะ เครื่องไม่ดัง กะลังจะเดินผ่านไปก็โดนคว้าถุงครุยเอาไว้ = =” เอาเหรียญไปหมดเยย T^T แล้วจาเอาที่ไหนหยอดตู้โทสับง่ะ.. หนูๆ เอาสายสิญจ์ที่มือซ้ายออกด้วยค่ะ.. อ่าว ไหนว่าห้ามเฉพาะมือขวา.. หนูๆ ไปตัดเล็บค่ะ.. ToT เห็นขาวๆโผล่มานิดนุงเอง ทำเหมือนโรงเรียนประถมเลย..
นั่งรอในหอประชุมด้านใน ..เข้าห้องน้ำได้ถึงบ่ายโมงนะคะ.. พระเทพมาบ่าย 3 เอิ๊กกกกก… T^T
ฉันนั่งตาร้อนผ่าววๆ เป็นเด็กขี้อิจฉาอยู่กลางหอประชุม แอร์เย็นเฉียบ ตู้น้ำดื่มข้างในเย็นเฉียบ ฉัน.. ตาร้อนและปวด เหมือนจะหลุดออกมา.. เมื่อไหร่จะมา.. เมื่อไหร่จะมา.. ฉันจะไม่ไหวแล้วนะ ..ทุกอย่างช่างเนิ่นนาน เวลาเดินเชื่องช้า ฉันกำลังจะแย่
เมื่อเวลานั้นมาถึง ฉันคิดไปเองว่า ถ้าฉันได้ลุกเดิน คงดีขึ้น ตรงที่นั่งแอร์คงจะเย็นไป อย่างน้อยๆการได้ขยับตัว คงทำให้ฉันอุ่นขึ้นได้ซักนิด.. ผิดถนัด.. ยิ่งเดิน.. ก็ยิ่งหนาวสั่น.. ตัวฉันสั่น.. มือสั่นและเย็นเฉียบ.. ฉัน.. ไม่ทันได้มองพระพักต์พระองค์ท่านด้วยซ้ำ.. ลำพังแค่จะประคองตัวเอง ไปถึงพรองค์ท่าน และทำทุกอย่างให้ถูกต้อง.. ยังยากเย็น
ฉันกลับมานั่งที่.. ทุกคนกำลังสนุกสนาน รอเวลา เมื่อพระองค์ท่านเสด็จกลับ เราก็จะออกไปข้างนอกได้.. เวลาช่างเนิ่นนานเหลือเกิน.. ถ้าฉันเป็นลม ฉันจะได้ออกไปก่อนมั้ยนะ.. ทรมาน.. ตาร้อน.. ร้อนจน..ปวด ตาฉันแดงกล่ำ..เพื่อนๆพากันเป็นห่วง
ฉันออกมาได้ซะที เกือบ 6 โมงเย็น ไม่มีอะไรตกถึงท้อง ตั้งแต่ 11 โมงเช้า ฉันรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด.. แอร์เย็นเฉียบในหอประชุมทำให้อาการฉันแย่ลง.. ฉันรอรถแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าม รถของพ่อจอดไว้ที่อื่น.. ไม่มีรถว่างเลย.. ทันใดนั้น.. ฝน.. เทลงมาเหมือนจงใจ.. ฝนเม็ดใหญ่..หนัก ..ตัวฉัน..ครุย..ของ..เปียกหมด ไม่มีเหลือ ..เมื่อฉันเปียกทั้งตัวดีแล้ว ฝนก็หยุดไปเฉยๆ..
ฉันกลับถึงบ้าน 3 ทุ่ม ..หลับเหมือนตาย..
งานรับปริญญาทรหดเยี่ยงนี้นี่เอง = =
07.08.08
confirming the story of newapartment
ตื่นมาเป็นแจ๋วแต่เช้า ล้างจานจนมือเปื่อย พอมานั่งอยู่นี่ก็นึกไม่ออกซะละว่าจะอัพเรื่องอะไร เหมือนจะนึกออกอยู่ตอนล้างจาน แต่ก็ช่างเหอะ เอาเป็นว่า มาต่อเรื่องที่เล่าค้างไว้ละกัน
เรื่องที่บอกว่าสามารถคอนเฟิร์มเรื่อง หอใหม่ของฉัน ได้…
หลังจากวันนั้น ฉันกับรูมเมทตัวติดกันแทบจะเป็นตังเม แน่นอน ฉันไม่ยอมอยู่ในห้องคนเดียวแน่ๆ ฮะฮ้าา..(อยู่หลายคนแล้วมีประโยชน์อะร๊ายยยT^T) เพื่อนฉันทั่วทั้งหอพัก แวะเวียนกันมาดู ด้วยความห่วงใยอยู่เรื่อยๆ และในวันสบายๆวันนึง..
ฉันนั่งอ่านนิตยสารวัยรุ่นอยู่ที่หัวเตียงฝั่งตัวเอง อย่างสบายอารมณ์ที่สุด (อุ่นใจ หุหุ) รูมเมทฉันนั่งเล่นคีร์บอร์ดอยู่ตอนกลางของเตียง ฝั่งฉันเช่นกัน และหันหลังให้เพื่อนๆ (หันข้างให้ฉัน) เพื่อนฉันอีก 2 คน มานั่งเล่นที่ห้อง คนนึงอ่านเตรียมสอบบนโต๊ะญี่ปุ่นที่พื้นห้องอีกฝั่ง อีกคนอ่านอะไรไม่รู้จำไม่ได้ บนเตียงอีกข้าง.. รูมเมทกำลังเล่นเพลงแบบเมดเล่ เล่นต่อเนื่อง อยากเล่นเพลงไหน ท่อนไหนก็เล่น ไม่ได้เล่นจบเป็นเรื่องเป็นราวซักเพลง เล่น 2 มืออย่างชำนาญ และเมามัน หึๆๆ เล่นซักพัก ก็ได้ยินเสียงเคาะจังหวะดังออกมาจากเครื่อง.. ยัง.. อันนี้ของแท้.. เสียงเคาะจังหวะที่จะออกมากับปุ่มกดอัดเสียงที่เล่น ..ฉันก็เฉยๆ ไม่ได้สนใจ ..สักพัก คุณเธอกดปุ่มนึง แล้วเสียงดนตรีแบบสำเร็จที่มีในเครื่องก็ดังออกมา.. ฉันก็งง ถามว่าทำไรอ่ะ?? ..เค้าตอบว่า.. “ก็ได้ยินเสียงเคาะจังหวะอ่ะ ไม่รู้ดังจากไหน นึกว่าเป็นเสียงดนตรีที่มีในเครื่อง เลยจะกดปิด” ..อ่าวว.. ฉันยังคงงง “รู้สึกจะเป็นเสียงกดอัดนะ ลองเล่นที่ถูกบันทึกไว้ดูสิ” …มีเพลงถูกอัดไว้จริงๆ.. เป็นเพลง Love is colorblind เพลงสุดท้ายที่รูมเมทฉันเล่น ก่อนจะมาวุ่นวายกะปุ่มต่างๆ.. ที่สำคัญคือ.. มันเป็นโน๊ตตัวแรกของเพลงนี้.. อย่างที่บอก เล่นมั่วตามใจขนาดนี้ ต่อให้เป็นคนนั่งฟัง มือไวขนาดไหน ก็ไม่มีทางกดบันทึกโน๊ตตัวแรกทัน เพราะไม่รู้ว่าคุณเธอจะเล่นเพลงนี้มั้ย และจะขึ้นเมื่อไหร่….
ด้วยความที่อยู่กันตั้ง 4 คน ประตูห้องก็เปิดไว้ ความกลัวเลยไม่บังเกิด รูมเมทฉันด้วยความคะนองก็โพล่งออกมาว่า “อ๋อ ชอบเพลงนี้ใช่มั้ยคะ จัดห้ายย” แล้วเธอก็เริ่มเล่นเพลงนี้อีกครั้ง ด้วยความสนุกสนาน ..ฉัน.. กำลังเอนตัว กลับไปพิงหัวเตียง และอ่านนิตยสารต่อ ทันใดนั้น.. เสียงกลองชุด.. ฉาบ.. ต่างๆที่ มีปุ่มเป็นเสียงเสริมอยู่บนเครื่องก็พากันทยอยออกมา คลอเสียงเพลง = =” ฉันปิดหนังสือ นั่งมองคีร์บอร์ดนิ่งๆ รูมเมทฉัน หันมาถามว่าอะไรหรอ? ..ฉันก็รู้ทันทีว่า.. นี่ฉันได้ยินคนเดียว.. ใช่มะ.. ว่าแล้วก็ลุกจากที่ พาตัวเองออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ..(ที่เหลือก็วิ่งตามมาอย่าง งงๆ)..
จากนั้น ทั้งฉันทั้งรูมเมท ก็สัมผัสถึงอะไรบางอย่างในห้องได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เช่น ถ้าคนนึงอยู่ในห้องน้ำ อีกคนอยู่ในห้อง ต่างคนต่างก็จะได้ยินอีกฝ่ายเรียกตัวเอง ทั้งๆที่ไม่มีใครพูดอะไร เป็นต้น ความเป็นตัวตนที่ชัดเจนขึ้นจน ..ฉัน.. ทนไม่ไหว เลยต้องมานั่งปรึกษากันว่า มันเกิดอะไรขึ้น.. ก็พบคำตอบว่า ..วันแรกที่รูมเมทเข้าห้องมา เค้าเอาพวงมาลัยมาไหว้ที่ห้อง และทิ้งไว้จนแห้ง บนตู้เสื้อผ้า (ถ้าอยู่ศาลายาเรื่องแบนี้จะไม่เกิดขึ้น มันหยองมากจอร์จ = =”)..
สรุปคือ เพราะฉัน ยังไม่ได้ไหว้บอกเค้าเป็นเรื่องเป็นราว.. ก็เลยไปหาพวงมาลัยมาไหว้บอกที่ห้องว่า ..ฉันรับไม่ไหวแล้วนะจ๊ะ.. แล้วก็เอาพวงมาลัยไปวางที่พระภูมิหน้าหอ ก็เป็นอันจบเรื่องราวอันวุ่นวายครั้งนี้ ..จบเลยจริงๆ เย้ๆๆๆๆๆๆๆ
07.07.08
Monday again
วันเวลาผ่านไปเร้ว…เร็วนะ แป๊บๆก็หมดอาทิตย์ แป๊บๆก็เดือน แป๊บๆก็ปี ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง หลายอย่างที่ plan ไว้ว่าจะทำ ไอ่ตอนที่ plan ก็ ไม่มีเวลาทำ พอมีเวลาจริงๆก็ทำให้มันไม่มีซะได้ สรุปคือยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง อยู่ไปเปล่าๆ หายใจทิ้ง..
ตอนนี้ที่ทำอยู่คือดิ้นรนหางาน เพื่อที่จะได้มีเงิน จะได้มีปัจจัย 4, 5, 6 ….. ฯลฯ อย่างที่เรารู้กัน สมัยนี้ แค่ 4 มันพอที่ไหน ทุกคนบนโลก ก็ดิ้นรนเพื่อที่จะครอบครองปัจจัยส่วนเกิน (5,6,7,8, บลา บลา) เอามาบำรุงกายเนื้อ ซึ่งเราก็ครอบครองได้แค่ชั่วคราว เราต่างก็รู้กันดีว่าวันนึง กายนี้ก็ต้องผุพังสลายไป ฉะนั้นจริงๆแล้ว เราไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าปัจจัย 4 หรอก แล้วที่ดิ้นรนอยากได้นู่นนี่มากมายไว้เพื่ออะไร??.. ตกลงว่า ทุกวันนี้ที่นั่งหัวโด่เด่ชี้ฟูไม่เป็นทรงกันอยู่เนี่ย เพื่ออะไร??
เป็นอะไรที่คิดแล้วปวดเซลล์ซีรีบรัมตุ๊บๆ คิดแล้วก็ปลง จะออกบวชซะอย่างนั้น… แต่ก็กลัวจะไม่มีกิน ก็สมัยนี้ไม่มีภิกษุณี บวชชี ไม่ได้บิณฑบาตร กินของเก่าที่เราทำมาทั้งนั้น.. ชีวิตเรา อยู่บนโลกอย่างนี้จะหยุดดิ้นรนก็ไม่ได้ เหมือนเดินในสำเพ็งอ่ะ ต่อให้ไม่เดินแต่ถ้าไม่อยากโดนเหยียบตาย ก็ยังต้องไหลไปตามกระแสชนที่ดันไปอยู่ดี
ตอนนี้โลกเรากำลังป่วย คนโรคจิตผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในป่าดิบชื้น แต่ละคดีตามหน้าหนังสือพิมพ์ ชวนให้สลดสังเวชใจยิ่งนัก ขนาดในวงการที่เป็นที่เคารพบูชา อย่างครูอาจารย์ วงการสงฆ์งี้ ก็ยังมีเรื่องอุบาทว์เกิดขึ้นมากมายนัก ..เหนื่อยใจ..
หัวข้อที่แล้ว ประสบการณ์อันระทึกของฉัน หลายคนอ่านแล้วอาจคิดว่า.. ไอ่นี้มันบ้าหลอนไปเองรึเปล่า.. ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้น แต่แล้ว หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุขึ้นอีก.. ซึ่งเป็นการคอนเฟิร์มว่า.. เหตุการณ์ที่ผ่านมาน่ะ ของจริงแท้แน่นอน
สำหรับคุณสหายที่ถามเรื่องที่เกิดที่ค่ายรับน้องภาค ไว้ว่างๆจะเล่าให้อ่าน แต่อาจเป็นการคอมโบ้กัน สำหรับเหตุการณ์ยิบย่อยแบบนี้ คือพอดีว่า มันนิดเดียวอ่ะ แล้วก็ไม่มีโอกาสได้ทดลองซ้ำเพื่อย้ำให้ชัดเจน เหมือนเรื่องที่ผ่านมา ก็แปะไว้ก่อนนะจ๊ะ
07.05.08
หอใหม่ของฉัน
เรื่องที่แล้วเกิดขึ้นขณะที่ฉันอยู่ปี 1 พอขึ้นปี 2 ฉันต้องย้ายไปเรียนในเมือง (ย้ายวิทยาเขต) ต้องไปอยู่หอพักของเอกชนนอกมหาวิทยาลัย ฉันเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนสาวคนนึงที่เป็น คู่ทำแล็ปด้วยกัน เพื่อนฉันเป็นคนหาหอพัก และย้ายเข้าไปอยู่ก่อนฉัน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น ฉันก็ย้ายเข้ามา ด้วยความสบายใจ (เพราะเพื่อนก็นอนได้คนเดียวมาตั้ง 2 อาทิตย์ไม่มีปัญหาอะไร)
คืนแรก กลางดึก อากาศร้อนอบอ้าว ห้องฉันอยู่ชั้น 6 ประตูทางด้านระเบียงเปิดอยู่ มีพัดลมขนาดพอดีเมื่อเทียบกับขนาดห้อง กำลังทำงานอย่างแข็งขัน ..แต่ฉันยังคงร้อนมาก จนนอนไม่หลับ ฉันพลิกตัวมาทาง เพื่อนซี้ที่นอนอยู่ข้างๆ เพื่อนหันมายิ้มหวานน หวานแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตาเยิ้มเป็นประกาย แล้วบอกว่า “ร้อนเนอะ” แล้วก็ดึงผ้าห่มขึ้นถึงคอ หันหลังให้แล้วหลับต่อ.. วินาทีนั้นฉันอุ่นใจว่า เอ้อ อย่างน้อยเพื่อนก็ยังตื่นอยู่นะ ..แล้วฉันก็ทนความง่วงไม่ไหว หลับไป.. เช้าขึ้นมาฉันคุยกับเพื่อน ว่าเมื่อคืนเป็นไรไม่รู้ ร้อนมากนอนไม่หลับเลย เพื่อนฉันทำหน้าสงสัย แล้วถามว่า “ร้อนหรอ เราหลับสบายเลย อากาศกำลังสบายออก”
..อ่าว.. มิน่า.. บอกว่าร้อน แต่ห่มผ้าคลุมตั้งแต่เท้าจนถึงคอเลย.. = =” เอ๊ะๆๆๆๆ…
————————————————————————————-
หลังจากนั้น.. ฉันอยู่ที่นี่ สนุก และเดินทางสบายจนลืมเรื่องเล็กน้อยตอนคืนแรก รูมเมทฉันคนนี้มีพรสวรรค์เรื่องดนตรี ชอบเล่นเปียโน ฉันจึงเอาคีร์บอร์ด (เหมือนอิเล็คโทนแต่มีแถวเดียว) มาเล่นกันที่ห้อง คีร์บอร์ดเครื่องนี้อยู่กับฉันมานานมาก อายุเกือบเท่าฉันได้ แต่ก็ยังเล่นสนุก แล้ววันนึงก็เกิดเรื่อง…
เช้าวันนึง ขณะที่ฉันกับเพื่อนกำลังหลับสบาย ..ตึง..ตึง..เสียงตัวโน๊ตดังขึ้น โทนเสียงแรกเลยที่เปิดเครื่องฉันจำได้ ฉันลืมตาโพลง (มันดังมากจริงๆ) ลุกขึ้นดูด้วยความมั่นใจมากๆๆๆๆ ว่า ต้องมีเพื่อนฉันนั่งเล่นอยู่.. ไม่มี.. ไม่มีใคร.. รูมเมทฉันยังคงหลับ ..คีร์บอร์ดยังคงถูกเก็บอย่างเรียบร้อยในลิ้นชักใต้โต๊ะ.. ไม่ได้เสียบปลั๊ก.. และแน่นอน ไม่มีถ่าน (ไม่เคยใส่เลย)
เมื่อเห็นดังนั้น ฉันจึงล้มตัวลงนอน หันหลังกลับ หมายจะหลับต่ออีกซักนิด.. ตึ่ง..ตึ่ง.. ดังอีกแต่เบากว่าเดิมเกือบครึ่ง (ครั้งแรกดังมาก..ลดลงครึ่งก็ยังดังอยู่) คราวนี้ฉันตาสว่าง ลุกพรวด ขึ้นมาจ้องมองไปที่คีร์บอร์ดซึ่งนอนเีรียบร้อยอยู่ใต้โต๊ะ ..ตึ่ง..ตึ่ง..ฉันละกิดเพื่อนที่นอนข้างๆ “ได้ยินเสียงไรป่ะ” เพื่อนทำหน้างง “เสียงคีร์บอร์ดอ่ะ” เพื่อนก็นิ่ง รอฟัง.. ตึ่ง..ตึ่ง “เนี่ยๆๆ..ได้ยินใช่ป่ะ ดังมาจากไหนไม่รู้อ่ะ” คราวนี้เพื่อนเบิกตาโพลง “อะไร?? ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย” อ้าวววว..อะไรอีกล่ะเนี่ยย ฉันคิด “จริงหรอ ลองตั้งใจฟังดูอีกทีดิ เนี่ย ระหว่างที่คุยกันก็ยังดังอยู่ทีละ ตึง สอง ตึง เนี่ยย” ..เพื่อนเงียบซักพัก ยืนยันว่า ไม่ได้ยินอะไรเลย = =” เอาอีกแล้วฉัน เหมือนเดิม ฉันพูดกับคีร์บอร์ดใต้โต๊ะ “ฉันไม่รู้ว่า ฉันทำอะไรรบกวนหรือลบหลู่ใครรึเปล่า ..ถ้าใช่ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันมาพักที่นี่เพื่อมาเรียน ..แต่ ถ้าแค่อยากจะเล่น.. ก็เล่นไป ฉันอนุญาต แต่ขอนะ.. ขออย่าให้ฉันได้ยินนะ” เสียงดนตรีเงียบไปนานเลย จนเพื่อนฉันนอนใจ จึงลุกเข้าห้องน้ำไป
..เมื่อประตูห้องน้ำปิดปั๊บ.. ฉัน..นั่งนิ่งๆอยู่กลางเตียง ยังคงจ้องมองคีร์บอร์ดใต้โต๊ะ …ตึ่ง..ตึง.. เสียงตัวโน๊ตกลับมาอย่างแผ่วเบา.. ตึ่ง..ตึง..ดังขึ้นมาอีกนิด.. ตึ่ง..ตึง..ฮั่นแน่ มีเปลี่ยนโทนเสียง …ตึ่ง..ตึ่ง..ตึง.. กด 3 ทีเริ่มพัฒนา ..ตึ่ง..ตึง.. เสียงตัวโน๊ตดังขึ้นเรื่อยๆ…… จนเกือบจะเท่าอันแรกที่ทำฉันตื่น.. ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปลายปีฉันอาจได้นักดนตรีส่วนตัว ..แต่ฉันไม่อดทนขนาดนั้น ฉันเรียกเพื่อน แล้วพากันออกจากห้อง..อย่างเร็วที่สุด เท่าที่ขาฉันจะอำนวย
แน่นอนว่า.. เมื่อก้าวออกจากห้อง ฉันก็ไม่ได้ิยินเสียงตัวโน๊ตใดๆอีก ไม่เช่นนั้น ฉันอาจต้องพาตัวเอง ไปใช้สิทธินัักศึกษาที่โรงพยาบาล..
07.02.08
อาถรรพ์เพลงรักน้อง
เพลง “รักน้อง” เป็นเพลงที่นักศึกษามหาลัยฉันรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับเพลงนี้ ทั้งเรื่องที่มาของเพลง และ อาถรรพ์ของเพลง
ตอนฉันอยู่ ม. ปลาย ฉันมีโอกาสได้มาเข้าค่ายที่มหาลัยนี้ ได้รู้จักและสดับเพลงนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต คืนหนึ่งของการเข้าค่าย ฉันเดินเข้าไปใต้หอพักนักศึกษา พร้อมกับเพื่อนๆและพี่ๆนักศึกษาที่เป็นพี่เลี้ยงของฉัน เพื่อนฉันคนนึงฮัมเพลงนี้ขึ้นมา ด้วยความประทับใจ ในเนื้อร้องและทำนองอันสนุกสนาน เหล่าพี่เลี้ยงของฉันทำหน้าตกใจและหันมาจุ๊ปาก “เค้าห้ามร้องในหอ” พี่คนนึงเอ่ย แล้วไม่มีใครยอมพูดอะไรต่อ
หลังจากนั้น 2 ปี ฉันได้เข้ามาเป็นนักศึกษามหาลัยอันทรงเกียรติแห่งนี้อย่างเต็มตัว และอีกครั้ง ที่ฉันได้สัมผัสเพลงนี้อย่างแนบแน่น ฉันได้ร้องในเนื้อร้องและทำนองที่ถูกต้อง และได้ฟังที่มาและอาถรรพฺของเพลงนี้จากรุ่นพี่ในคณะของฉัน
อาถรรพ์มากมายเกิดขึ้นและถูกเล่าสืบต่อกันมาปากต่อปาก ก็เหมือนๆกันกับที่อื่น ฉันคิด ที่ไหนๆก็มีเรื่องเล่าทำนองนี้ไว้ต้อนรับน้องใหม่เสมอๆ ฉันไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเล่าของรุ่นพี่ ฉันใช้ชีวิตปกติเหมือนนักศึกษาส่วนใหญ่ ที่นี่แทบจะเหมือนโรงเรียนกินนอน เด็กส่วนใหญ่ใช้ชีวิต 24 ชั่วโมงในรั้วมหาลัย เรื่องเล่าหลายเรื่องถูกโยงเข้ากับวันสำคัญต่างๆของมหาลัย เค้าว่า.. คืนนี้ จะเจอดีกันเยอะ ..สำหรับฉัน มันก็เหมือนคืนอื่นๆ ไม่เห็นมีไร
หอพักในมหาลัย ห้องนึงนอน 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องฉันเป็นพยาบาล 2 คน ฉัน และรุ่นพี่คณะชั้นซึ่งมาอาทิตย์ละครั้ง ดังนั้นส่วนใหญ่ห้องฉันมี 3 คน ชั้นกับรุ่นพี่นอนเตียงบน หันหัวสลับกัน เตียงล่าง 2 คนพยาบาลคณะเดียวกัน หันหัวทิศเดียวกับเตียงบน
เสาร์-อาทิตย์นี้ ฉันอยู่หอ ห้องข้างๆกลับไปกันหมด รูมเมทของฉัน 2 คนต้องไปเข้าค่ายธรรมะ ที่จัดโดยคณะ ไปเย็นวันศุกร์ กลับวันอาทิตย์เย็นๆ ขณะที่รูมเมทกำลังจัดกระเป๋า ฉันนั่งดูอยู่บนเตียง รูมเมทฉัน ก็เล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง แล้วก็เล่าว่า “นี่วันนี้เพื่อนเค้ามันเล่นกัน มันร้องเพลงแล้วทำท่าแบบนี้ (…..เนื้อเพลงรักน้อง……..) แล้วก็ทำท่าทางตลกประกอบ ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ท่อนของเนื้อเพลงทั้งหมด แล้วเก็บกระเป๋าออกไป… ฉันออกไปส่งเพื่อน แล้วกลับเข้ามาในห้อง ตอนนั้นก็ประมาณ 5-6 โมงเย็น อากาศกำลังสบาย ฉันนั่งลงบนเตียงของรูมเมทคนนั้น และร้องเพลงด้วยความสบายใจ…
ฉันร้องเพลงอยู่พักนึง ก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ได้มีแค่เสียงร้องเพลงของฉันในห้อง!! ในตู้เสื้อผ้าของรุ่นพี่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเตียงนี้ ทางด้านปลายขา ซึ่งปิดสนิทอยู่ มีแม่กุญแจคล้องอยู่ที่หูจับ มีเสียงเหมือนกำไลพลาสติกอันใหญ่ๆกระทบกัน ตามจังหวะเสียงเพลงของฉัน.. ฉันหยุดร้องแล้วมองไปที่ตู้ใบนั้น เสียงกำไลหยุด! ..ฉันจึงเริ่มร้องอีกเพลง ด้วยเสียงดังเท่าเดิม… เสียงเคาะจังหวะตามกลับมา ไม่พลาด.. ฉันหยุดอีกครั้ง จังหวะก็หยุด ..ฉันร้องอีก.. จังหวะก็เคาะอีก ..ฉันลองแบบนี้อยู่ 2-3 เพลง
ฉันหยุดร้องและลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยุดดูที่หน้าตู้เสื้อผ้าใบนั้น ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัด ตั้งแต่ฉันหยุดร้องเพลง ..ฉันตัดสินใจ ดึงประตูตู้บานนั้น.. ประตูเปิดไม่ออก ทั้งที่ไม่มีระบบล็อคที่ไหน นอกจากแม่กุญแจที่คล้องอยู่ที่หูจับ.. ฉันจึงไพล่ไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งที่วางติดกันแทน ..ลิ้นชักแรก.. ซองยาไทลินอล พลาสติกบางๆ ไม่ใช่แน่.. ลิ้นชักที่สอง.. อัลบัมรูปขนาดธรรมดา 3-4 อัลบัม.. นี่ก็ไม่ใช่.. ฉันปิดลิ้นชักที่ 2 แล้วหยุดคิด ทันใดนั้น เสียงที่เคยดังในตู้ ก็ย้ายมาดังทีนึงในลิ้นชักแรก.. ฉันเริ่มเชื่อ.. เลยพูดกับตู้กับโต๊ะตรงหน้าว่า.. “ฉันไม่รู้ ว่าฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจรึเปล่า ถ้าใช่ ฉันก็ขอโทษด้วย ฉันไม่มีเจตนาจะรบกวนหรือลบหลู่ แต่ถ้าไม่ใช่ อย่าเล่นแบบนี้ ต่างคนต่างอยู่กันไป ฉันไม่ชอบ” พอพูดจบปั๊บ.. เสียงปริศนานั้น ก็กลับเข้าไปดังในตู้เสื้อผ้าตามเดิม.. ฉันหมดแล้วซึ่งความอดทน จึงพูดกับตู้ด้วยเสียงอันดังอีกครั้งว่า.. โอเค ..
ว่าแล้วก็เก็บเสื้อผ้า ข้าวของระเห็ดไปนอนห้องเพื่อนตั้งแต่คืนวันศุกร์ จนถึงเช้าวันอาทิตย์..
หลังจากนั้น ถ้าใครมาร้องเพลงนี้ในห้องฉัน ฉันจะโบกหัวมันให้ ..เดือดร้อนกรูนี่เห็นมั้ย..
ปล. ตู้นี่ก็ช่างกระไร ผิดคนนี่เห็นมั้ย ไอ่คนร้องมันไปถึงไหนแล้ววว กรำจริง = =”