06.23.08

น้องเณร

เขียนแล้วใน Diary ที่ 9:05 pm โดย milkchoco

หวัด ยังคงไม่หายไปจากฉัน อาการเจ็บคอ คัดจมูก ยังอยู่ครบ เพียงแต่ทรงตัวได้มากกว่าวันแรกๆเท่านั้น วันนี้ฉันมีเหตุจำเป็นที่จะต้องออกไปทำธุรกรรมทางการเงิน ก็แบกเอาสังขารณ์ที่มีเชื้อหวัดไปด้วยนี่หล่ะ เวลาแบบนี้ ห้างไม่ใช่สถานที่โสภาเลยจริงๆ ฉันเดินเข้าออก 2 ธนาคาร เสร็จเรียบร้อยก็เดินเล่นในห้าง ในยามที่สภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อเสร็จธุระ ฉันจะปรี่เข้าไปจับจองที่นั่งของร้านไก่ทอดชื่อดัง หุหุหุ (มากับแม่ไม่ได้กิน ต้องแอบกิน) แต่วันนี้ ฉันไม่นึกพิสมัยมันเลยแม้แต่น้อย ฉันจึงพาร่างกายอันเต็มไปด้วยเชื้อโรค เข้าไปในร้านหนังสือชื่อดัง

ฉันอยากได้หนังสือที่อ่านแล้วผ่อนคลาย ไม่ต้องเค้นพลังงานในเซลล์สมองอันน้อยนิดมากนัก

ในที่สุด ฉันก็ได้หนังสือที่คิดว่าดีแล้วมา 1 เล่ม

หนังสือสอนธรรมะแนวอินดี้ คนเขียนวัยรุ่นเหลือเกิน (ณ ตอนที่เขียนอ่ะนะ) ตอนเปิด scan ในร้านก็ว่าโอเคล่ะ ฮาอย่างมีสาระ เลยเสียตังไปโดยปริยาย จากนั้นก็ไปหามื้อเที่ยงกระแทกปากตอนบ่าย 2 กว่าๆ ร้านโล่งมาก (แหงล่ะ)

ฉันสั่งอาหาร และอ่านหนังสือเล่มนี้รออย่างมีความสุข หนังสือเล่มนี้ สอดแทรกมุมมองในการมองโลกในอีกแง่มุมของโลก เนื่องจาก คนเขียน ณ ตอนที่เขียน เป็น เณร เค้าเรียกตัวเองว่า “น้องเณร”

“น้องเณร” สอนธรรม แบบสอดแทรกมุขขำขัน ใช้คำและประโยคที่ให้ความรู้สึกต่างไปจากหนังสือธรรมะที่เคยอ่านๆมาอย่างสิ้นเชิง

เหมาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะเค้าคงจะเปิดใจกับคำสอนแบบนี้มากกว่าแบบที่คุ้นเคยกัน

แต่ “น้องเณร” นี่มันก็เด็กนี่หว่า!!! แล้ว.. ไมอยู่ๆตัดสินใจซื้อความคิด ซื้อมุมมองเด็กวัยรุ่นคนนึงมาอ่านล่ะวะเนี่ยย!!!

ว่าแล้ว ก็อ่านอย่างตรองดูใหม่ ว่าคุณภาพของงานเขียนชิ้นนี้เป็นเช่นไร ..รือเราจะทำพลาดไป..

ปกติ ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่จะซื้อเฉพาะเล่มที่ถูกใจจริงๆ ไม่ชอบความรู้สึกเสียดาย จึงใช้เวลาในการไตร่ตรองเลือกซื้อหนังสือค่อนข้างมาก ต้องวัดแล้วว่ามันคุ้มค่าจริงๆ

(ปล. ความคุ้มค่าของแต่ละคนมีมาตรวัดต่างกัน ฉะนั้น ขอแค่คุ้มค่าในความรู้สึกเราเป็นพอ)

แล้วเล่่มนี้ล่ะ..

แม้จะเป็นเด็กวัยรุ่น วัยสิบกว่าปลายๆ (แต่ปลายแค่ไหนไม่รู้นะ)

แต่สิ่งที่เห็น คือมันมากกว่าที่เด็กวัยนี้จะคิดได้ มากกว่าที่เด็กวัยนี้จะนึกถึง (อาจมากกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ)

เป็นการมองโลก แบบมีสติ ระลึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา (อย่างน้อยก็เวลาที่เขียน)

ทำให้ฉันได้เห็นว่า เด็กผู้ชายในโลกุตตระ กับ เด็กผู้ชายในโลกิยะ มันต่างกันยังไง

ทำให้ฉันได้รู้ว่า ทำไมคนไทยในสมัยก่อนจึงนิยมให้ลูกชายบวชเรียน

ถ้าเด็กผู้ชายในโลกโลกุตตระทุกคน คิดได้ขนาดที่ “น้องเณร” คิดได้ เห็นโลกและธรรมได้ขนาดนี้

ได้ชื่อว่าเป็น “เหล่ากอของสมณะ” ที่แท้จริง

มันก็ต่าง.. ต่างจากเด็กชายในโลกโลกิยะโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าในวันนี้ “น้องเณร” จะได้ลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว ออกมาใช้ชีวิตปากกัดตรีนถีบแบบปุถุชน คนธรรมดาในโลกิยะอันวุ่นวาย

แต่แน่นอนว่า.. สิ่งที่เค้าได้… แนวคิด และมุมมองที่มีต่อโลก มีต่อปัญหา

สัจจธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้าย่อมเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี ที่จะทำให้เค้าใช้ชีวิตอยู่บนโลกสีหม่นนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง

อนุโมทนากับ “น้องเณร” สำหรับธรรมทาน และ การให้ความกระจ่างมากขึ้นกับฉัน

ศีล เป็นเกราะอย่างดี ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ธรรม เป็นยาสมานแผลอย่างดี เมื่อเราเกิดพลาดพลั้ง

ชักอยากจะให้น้องชายของฉันบวชเณรซะแล้วสิ ^.^

ธมฺมจารี สุขฺขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

1 ความเห็น »

  1. heeroearth กล่าว,

    สาธุ


ให้ความเห็น