06.27.08

ดวง ดวง ดวง

เขียนแล้วใน Diary ที่ 10:11 pm โดย milkchoco

เมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่จำไม่ได้ว่ากี่ปีแน่ ไปทำบุญที่วัดหลวงลุงมา วันนั้นหลวงลุงดูดวงให้ใครหลายคนที่ไปด้วยกัน ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น หลวงลุงบอกว่า อายุ 25 จะเป็นไข้ทับระดู และอาจถึงตาย (ปีนี้ฉันจะ 23 เหลือเวลาอีก 2 ปี) วิธีแก้คือ ให้ไปหาลูกใต้ใบมากำนึง มาต้ม เอาน้ำมากิน 3 เวลา 3 วัน จะเก็บเองก็ไม่รู้มันมีกี่ species อันไหนกินได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ เด๋วจะตายเพราะกินผิดซะก่อนเลยให้พ่อหามาให้

สุดท้าย ไม่ได้กิน พ่อเอามาให้ เป็นแบบชาถุงอ่ะ ไม่หร่อยเลย ก็เลยไม่ได้กิน แต่ก็.. แรกๆก็กลัวนะ ก็ธรรมดาอ่ะเนาะ เป็นครัยก็ต้องกลัว แต่หลังๆมาก็นึกได้ คน.. ช้าหรือเร็วก็ต้องตาย แล้วก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตาย บางคนเพิ่งจะได้เกิดมาดูโลกไม่กี่ปี ก็ตายซะละ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว

คนเรา.. ไม่สิ ..สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกน่ะแหล่ะ เกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้น จะช้าหรือเร็ว อาจไม่เกี่ยวกับสภาพร่างกายจะทนได้นานแค่ไหน ฉะนั้น จริงๆก็คือ เราจะไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าเมื่อไหร่..

ถ้าหากคำทำนายเป็นจริง ก็ถือว่าฉันโชคดีกว่าคนอื่น ที่ได้รู้วันตายของตัวเอง ฉันสามารถแพลนได้ ว่าอะไรบ้างที่ฉันจะทำให้ได้ก่อนตาย และฉันมีเวลาเท่านี้ ฉันจะทำอะไรเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้มานั่งเสียดายทีหลัง

บางทีฉันก็เคยคิดเล่นๆว่า.. ก่อนมาเกิดเราอาจจะเป็นเทวดามาก่อน หมดบุญแระ ต้องมาเกิดเป็นคนละ ก็ตั้งใจดิบดีเลยว่าเนี่ย มีบุญบารมีอะไรที่มีแต่มนุษย์ที่ทำได้ ฉันจะทำทุกอย่างเลย จะได้รีบๆกลับมาเป็นเทวดาอีก.. พอมาเกิดเป็นคน ลืม ว่าตั้งใจอะไรมา ก็ใช้ชีวิตเตร็ดเตร่ ไร้สาระและแก่นสารไปเรื่อย วันนึงเกิด ตาย.. แล้วความทรงจำเมื่อครั้งเป็นเทวดากลับมา..อ้าวว ยังไม่ได้ทำไรเลยนี่หว่า ว้าๆๆๆๆๆๆ.. ขออีกรอบได้มั้ยอ่ะท่าน… เกิดฟรีเลย ไม่ได้อะไร บุญเก่าก็ใช้หมดแล้ว ทำไงล่ะเนี่ยย!!

555+ จินตนาการบรรเจิดแมะ จริงจังนะนี่ จริงจัง

ร่างกาย เป็นเหมือน บ้าน จิต เป็นผู้อยู่อาศัย หากร่างกายเสื่อมโทรมสูญสลายไป จิตก็อยู่ไม่ได้ จะแปลกอะไร จริงมะ ^.^

06.26.08

แอบระบาย

เขียนแล้วใน Diary ที่ 5:14 pm โดย milkchoco

เนื่องจาก “การเกิดเป็นหญิงเกิดจากกรรมสองชนิดคือกรรมที่เป็นอกุศล กับกรรมที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็คือเป็นผลของการผิดศีลข้อสาม กาเมสุมิจฉาจาร กรรมที่เป็นกุศลก็คือผลของการทำกุศลที่มีกำลังเป็นสสังขารคือมีกำลังอ่อน”

“ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม ฉะนั้น
หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสรผู้เป็นบาทบริจาริกา ยำเกรงพระอินทร์”

อ่านแล้ว.. รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำข้ามชาติข้ามภพกันเลยทีเดียว ถ้าอยากเป็นชายต่อ ก็เว้นจากกาเมฯ ถ้าชาตินี้เป็น ญ ก็ให้ยำเกรงสามี ??นี่มันอะไรกัน?? เกิดเป็น ญ หรือ ช  XY ของพ่อ เอาตัวไหนมาเจอกะ XX ของแม่ ก็จะได้เพศตามนั้น ซึ่งโอกาสตอน fertilize มันก็ 50% เท่ากัน แต่พอคลอดออกมา เป็นตัวเป็นตน กลายเป็นไม่เท่ากันซะงั้น เกิดเป็น ญ มันเป็นบาปขนาดนั้น มันแย่อย่างนั้น เข้าใจว่าเกิดเป็น ญ มันลำบาก ไอ่ที่ลำบากทางกาย ทั้งประจำเดือน ทั้งจะอุ้มท้อง 9 เดือน แล้วต้องคลอดลูก ทั้งสิทธิทางสังคมบางอย่างก็เหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ยังจะมาบอกว่าที่ชั้นต้องเกิดเป็น ญ เพราะแกเป็นคนไม่ดี ผิดกาเมฯมาชาติที่แล้ว ..อีกหรอ.. ก็ลองดู เป็นคนดี ทำกุศลกันเยอะๆ กุศลจะได้แรงๆ แล้วก็ถือศีล 5 กันทั้งโลก จะได้เกิดเป็น ชาย กันหมด เหอะๆๆ แล้วจะดูซิ …ว่ามันจะเป็นยังไง หึๆๆ

06.25.08

เหตุให้เสื่อมถอยจากพระสัทธรรม

เขียนแล้วใน สาระจากที่อื่น tagged ที่ 4:43 pm โดย milkchoco

พฤติกรรมเบี่ยงเบนไม่น่าปรารถนา

ที่มักเกิดกับนักศึกษาธรรมะ และผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

ก.ทำตัวอ่อนต่ออุปนิสัย เป็นคนเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ขาดระเบียบวินัย ขาดความกระตือรือร้น ในการทำกิจต่าง ๆ ให้ครบถ้วนและดียิ่งขึ้น กลายเป็นคนอ่อนศักยภาพ ที่เรียกว่า ถูกพระสัทธรรมเหยียบ เหมือนถูกมนต์สะกด บางคนบางท่าน เกิดจิตวิปลาส เป็นผู้ที่สังคมไม่ยอมรับ เพราะประพฤติปฏิบัติผิดต่อพระธรรมวินัย นั่นเอง

ข.มีพฤติกรรม สวนกระแสพระสัทธรรม เช่น

๑) อติมานี มีมานะจัด มีนิสัยหยาบกระด้าง (ปากร้าย ชอบทะเลาะ เบาะแว้ง ) บุคคลอื่นแนะนำตักเตือนไม่ได้

๒) โกธาภิภูโต มักโกรธ หงุดหงิดรำคาญง่าย ไร้เหตุผล

๓) พหุภาณี พูดมาก ไม่รู้จักกาลเวลา ไม่เลือกสถานที่ และบุคคล ขาดความสุภาพ

๔) สาเถยยมายาวี เป็นคนเจ้าเล่ห์ มารยา มีเจตนาแอบแฝงที่ไม่ดี หน้าด้าน ไม่รู้จักอาย เป็นคนแก้อยาก

๕) ปาปิจฺโฉ มีความมักมาก แสวงหาปัจจัย โดยไม่ชอบธรรม ชอบคลุกคลี ในทางที่ไม่เหมาะสม

๖) ถทฺธี เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ชอบกอบโกย ชอบสะสม ชอบใช้อภิสิทธิ์ หรือวางอำนาจเหนือบุคคลอื่น มีอัธยาศัยคับแคบ ไม่ต้องการเห็นคนอื่นดีกว่าตน

๗) อามิสาภิมุขี เป็นคนเห็นแก่ประโยชน์จำเพาะหน้า มุ่งหน้าแต่เรื่องลาภสักการะ ชื่อเสียง ยศตำแหน่ง เป็นต้น

๘) สทฺธมฺมปฏิมุขี หันหลังให้พระสัทธรรม คือ ไม่ชอบฟังพระสัทธรรม ชอบหมกหมุ่นแต่ในเรื่องเดรัจฉานกถา หรือ ไม่ให้ความสำคัญแก่พระสัทธรรม สนใจและให้ความสำคัญแต่ในเรื่องทางโลก (โลกาธิปไตย หรือ โลกานุวัฒน์ ) หรือเอาความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ เป็นเครื่องตัดสิน (อัตตาธิปไตย) ขาดความมั่นคงและความเคารพยำเกรง ในพระสัทธรรม

๙) มุฏฐสฺสติ ขาดจิตสำนึกในความเป็นกัลยาณชน ขาดความยั้งคิด ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสกิเลส

๑๐) อคมฺภีรปญฺโญ มีความคิดไม่เฉียบแหลม มีวิสัยทัศน์คับแคบ มองโลกในแง่ร้าย ขาดโยนิโสมนสิการ คือ พิจารณาเหตุผลและเหตุการณ์ให้รอบคอบ

ซึ่งพฤติกรรมเบี่ยงเบนเหล่านี้ ก็ทำให้ผู้ที่เข้ามาศึกษา หรือ ปฏิบัติในพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เสื่อมถอยจากบารมีธรรมที่จะพึงได้ พึงถึง หรือ ทำให้บารมีธรรมเก่าเสื่อมสูญหมดไป บารมีธรรมใหม่ ก็ไม่เกิดขึ้น ผลสุดท้าย กลายเป็นคนตาบอดหมดบุญไป

“เก็บไว้เตือนตัวเอง ให้มีสติ ระลึกและระวังตนอยู่ตลอดเวลา”

06.23.08

น้องเณร

เขียนแล้วใน Diary ที่ 9:05 pm โดย milkchoco

หวัด ยังคงไม่หายไปจากฉัน อาการเจ็บคอ คัดจมูก ยังอยู่ครบ เพียงแต่ทรงตัวได้มากกว่าวันแรกๆเท่านั้น วันนี้ฉันมีเหตุจำเป็นที่จะต้องออกไปทำธุรกรรมทางการเงิน ก็แบกเอาสังขารณ์ที่มีเชื้อหวัดไปด้วยนี่หล่ะ เวลาแบบนี้ ห้างไม่ใช่สถานที่โสภาเลยจริงๆ ฉันเดินเข้าออก 2 ธนาคาร เสร็จเรียบร้อยก็เดินเล่นในห้าง ในยามที่สภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อเสร็จธุระ ฉันจะปรี่เข้าไปจับจองที่นั่งของร้านไก่ทอดชื่อดัง หุหุหุ (มากับแม่ไม่ได้กิน ต้องแอบกิน) แต่วันนี้ ฉันไม่นึกพิสมัยมันเลยแม้แต่น้อย ฉันจึงพาร่างกายอันเต็มไปด้วยเชื้อโรค เข้าไปในร้านหนังสือชื่อดัง

ฉันอยากได้หนังสือที่อ่านแล้วผ่อนคลาย ไม่ต้องเค้นพลังงานในเซลล์สมองอันน้อยนิดมากนัก

ในที่สุด ฉันก็ได้หนังสือที่คิดว่าดีแล้วมา 1 เล่ม

หนังสือสอนธรรมะแนวอินดี้ คนเขียนวัยรุ่นเหลือเกิน (ณ ตอนที่เขียนอ่ะนะ) ตอนเปิด scan ในร้านก็ว่าโอเคล่ะ ฮาอย่างมีสาระ เลยเสียตังไปโดยปริยาย จากนั้นก็ไปหามื้อเที่ยงกระแทกปากตอนบ่าย 2 กว่าๆ ร้านโล่งมาก (แหงล่ะ)

ฉันสั่งอาหาร และอ่านหนังสือเล่มนี้รออย่างมีความสุข หนังสือเล่มนี้ สอดแทรกมุมมองในการมองโลกในอีกแง่มุมของโลก เนื่องจาก คนเขียน ณ ตอนที่เขียน เป็น เณร เค้าเรียกตัวเองว่า “น้องเณร”

“น้องเณร” สอนธรรม แบบสอดแทรกมุขขำขัน ใช้คำและประโยคที่ให้ความรู้สึกต่างไปจากหนังสือธรรมะที่เคยอ่านๆมาอย่างสิ้นเชิง

เหมาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะเค้าคงจะเปิดใจกับคำสอนแบบนี้มากกว่าแบบที่คุ้นเคยกัน

แต่ “น้องเณร” นี่มันก็เด็กนี่หว่า!!! แล้ว.. ไมอยู่ๆตัดสินใจซื้อความคิด ซื้อมุมมองเด็กวัยรุ่นคนนึงมาอ่านล่ะวะเนี่ยย!!!

ว่าแล้ว ก็อ่านอย่างตรองดูใหม่ ว่าคุณภาพของงานเขียนชิ้นนี้เป็นเช่นไร ..รือเราจะทำพลาดไป..

ปกติ ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่จะซื้อเฉพาะเล่มที่ถูกใจจริงๆ ไม่ชอบความรู้สึกเสียดาย จึงใช้เวลาในการไตร่ตรองเลือกซื้อหนังสือค่อนข้างมาก ต้องวัดแล้วว่ามันคุ้มค่าจริงๆ

(ปล. ความคุ้มค่าของแต่ละคนมีมาตรวัดต่างกัน ฉะนั้น ขอแค่คุ้มค่าในความรู้สึกเราเป็นพอ)

แล้วเล่่มนี้ล่ะ..

แม้จะเป็นเด็กวัยรุ่น วัยสิบกว่าปลายๆ (แต่ปลายแค่ไหนไม่รู้นะ)

แต่สิ่งที่เห็น คือมันมากกว่าที่เด็กวัยนี้จะคิดได้ มากกว่าที่เด็กวัยนี้จะนึกถึง (อาจมากกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ)

เป็นการมองโลก แบบมีสติ ระลึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา (อย่างน้อยก็เวลาที่เขียน)

ทำให้ฉันได้เห็นว่า เด็กผู้ชายในโลกุตตระ กับ เด็กผู้ชายในโลกิยะ มันต่างกันยังไง

ทำให้ฉันได้รู้ว่า ทำไมคนไทยในสมัยก่อนจึงนิยมให้ลูกชายบวชเรียน

ถ้าเด็กผู้ชายในโลกโลกุตตระทุกคน คิดได้ขนาดที่ “น้องเณร” คิดได้ เห็นโลกและธรรมได้ขนาดนี้

ได้ชื่อว่าเป็น “เหล่ากอของสมณะ” ที่แท้จริง

มันก็ต่าง.. ต่างจากเด็กชายในโลกโลกิยะโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าในวันนี้ “น้องเณร” จะได้ลาสิกขาเรียบร้อยแล้ว ออกมาใช้ชีวิตปากกัดตรีนถีบแบบปุถุชน คนธรรมดาในโลกิยะอันวุ่นวาย

แต่แน่นอนว่า.. สิ่งที่เค้าได้… แนวคิด และมุมมองที่มีต่อโลก มีต่อปัญหา

สัจจธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้าย่อมเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี ที่จะทำให้เค้าใช้ชีวิตอยู่บนโลกสีหม่นนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง

อนุโมทนากับ “น้องเณร” สำหรับธรรมทาน และ การให้ความกระจ่างมากขึ้นกับฉัน

ศีล เป็นเกราะอย่างดี ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ธรรม เป็นยาสมานแผลอย่างดี เมื่อเราเกิดพลาดพลั้ง

ชักอยากจะให้น้องชายของฉันบวชเณรซะแล้วสิ ^.^

ธมฺมจารี สุขฺขํ เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

06.20.08

is it a bad day?

เขียนแล้วใน Diary ที่ 8:56 pm โดย milkchoco

ตื่นเช้าขึ้นมาก็พบว่าตัวเองเป็นหวัดงอมแงม ไม่รู้ติดจากน้องชายหรือน้องหมา เจ็บคอ คัดจมูก และเห่าแทนน้องหมาได้อย่างใกล้เคียง รู้สึกไม่แข็งแรง ไม่พร้อมจะออกไปเผชิญโลกภายนอกเลย (อันนี้ก็เว่อเกิน) เพื่อนบอกให้ไปหาหมอได้แร้วว ทำไมต้องไปหาหมอ ยาที่หมอให้ก็รักษาไปตามอาการ อย่างดีก็ให้ anti-biotic ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ก็ในเมื่อฉันเป็นหวัด มันเป็นเชื้อไวรัส สุดท้ายก็ต้องอาศัยระบบภูมิคุ้มกันอันแข็งแกร่งของร่างกาย (ซึ่งตอนนี้คงตั้งรับม่ะทัน เลยซวนเซไปบ้าง) จัดการอยู่ดี ฉะนั้น ก็ไม่เห็นจะต้องไปหาหมอ เอายานู่นนี่ที่มันไม่ได้ฆ่าหวัดเราโดยตรง มากินให้เปลืองเซลล์ตับเลย จริงมะ!! อิอิ

เมื่อคืนดูสัมพาดปรียานุช ปานประดับ (อดีต)นางงามคนสวย จนป่านนี้ก็ยังสวย ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีโรคมารุมเร้ามากมาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า ป่วยทั้งตัว หนักสุดก็เห็นจะเป็นโรคข้อ กะเนื้อเยื่ออักเสบ หนักยังไง? ก็ดูสิว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีตรงไหนที่ไม่ใช่ข้อกะเนื้อเยื่อบ้าง แต่สิ่งนึง ที่ได้จากผู้หญิงคนนี้ก็คือ เธอยิ้มแย้ม ร่าเริง แจ่มใส อารมณ์ดี ขี้เล่นตลอด แม้ว่าเธอจะเจ็บป่วยมาตลอดชีวิตของเธอ ใจเธอสู้มากๆ คงเพราะเธออยู่กับความทุกข์มาตลอด สุขเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็มีค่ามากสำหรับเธอ ดังนั้น เวลาที่เธอไม่ป่วย เธอจึงตักตวงช่วงเวลาอันเป็นสุขอย่างคุ้มค่าที่สุด ผิดกับคนปกติ ชีวิตราบรื่น ซึ่งสำหรับเธอมันคือวินาทีแห่งความสุข แต่คนเหล่านั้น กลับมองไม่เห็นความสุขที่ตัวเองมีอยู่ กลับดิ้นรนไปเสาะแสวงหาความสุขจากที่อื่น เรียกร้องจากคนอื่น เมื่อมีความทุกข์เข้ามาเพียงช่วงนึงของชีวิต รู้สึกว่าหนักหนาสาหัส ที่ทนไม่ได้และจบชีวิตตัวเองไป โดยทิ้งภาระมากมายไว้ให้คนเบื้องหลังก็เยอะ ถ้าเค้าเหล่านั้นจะหยุด และมองดูคนอื่นๆสักนิด เค้าอาจจะพบว่า ปัญหาของเค้าเป็นแค่เรื่องเล็กน้่อยจิ๊บจ๊อยไปเรย

เมื่อใดที่พบกับปัญหา เผชิญหน้ากับขวากหนามยิ่งใหญ่เพียงใด หากเกิดความท้อแท้และคิดจะยอมแพ้โชคชะตา ขอให้หยุดสักนิด แล้วก้าวออกมา่จากมุมที่ยืนอยู่ ออกไปมองดูโลกภายนอก ไปมองดูชีวิตคนอื่น อาจได้พบวิธีแก้ปัญหา และ่พบว่า.. เมื่อหันกลับไปมองตรงที่ตัวเองเคยยืน คุณสามารถ..ยิ้ม…กับตัวเอง..และหัวเราะ..ให้กับความเขลาของตัวเองในอดีต